สัญญาจ้างทำของ
เรื่อง รับจ้างส่งของ
ระหว่าง
ผู้ว่าจ้าง: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ที่อยู่: 6/158 หมู่ที่ 5 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง”
กับ
โดยจะเรียกทั้งสองฝ่ายว่า “คู่สัญญา” ได้ตกลงกัน ดังนี้
วัตถุประสงค์
ผู้ว่าจ้าง ตกลงจ้าง ผู้รับจ้าง ขับรถส่งของตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด โดยผลสำเร็จของมาจากส่งของหรือสินค้าให้สำเร็จ และจ่ายค่าจ้างตามผลสำเร็จของงาน และผู้รับจ้างตกลงปฏิบัติงานตามเงื่อนไขในสัญญานี้ทุกประการ
ลักษณะงาน
- ผู้รับจ้างตกลงขับรถส่งของจาก สถานที่หนึ่ง ไปยัง สถานที่หนึ่ง ให้แล้วเสร็จ ตามที่ผู้ว่าจ้างจะแจ้งให้กับผู้รับจ้างเป็นคราวๆ ล่วงหน้า
- ผู้รับจ้างมีอิสระในการกำหนดเส้นทางและเวลาในการทำงาน แต่ต้องเข้ารับ และ ส่งของให้ถึงปลายทางภายในวันและเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด
- ระเบียบหรือข้อตกลงใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของ/ขนส่งสินค้า นอกจากที่ระบุในสัญญานี้ ให้ถือเป็นข้อตกลงแยกต่างหากจากสัญญา ผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง ชอบที่จะตกลงกันได้และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้
รถที่ใช้ทำงาน
- ผู้รับจ้างจะต้องเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง รถจักรยานยนต์ โดยชอบ
- รถจักรยานยนต์ ที่ใช้รับจ้าง หมายเลขทะเบียน เพื่อใช้ในการขนส่งของ/ขนส่งสินค้า ที่ผู้ว่าจ้างมอบหมาย
การกระทำโดยประมาท
- หากผู้รับจ้างกระทำโดยประมาท จนทำให้ทรัพย์สินที่ได้รับมอบหมายกับผู้ว่าจ้าง หรืออื่น ๆ เสียหาย ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด รวมถึง ความรับผิดอันเกิดจากความประมาทที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกด้วยตนเอง
• การกระทำโดยประมาท หมายรวมถึง การขับรถเร็วเกินกำหนด การขับรถขณะมึนเมา การไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร หรือการละเลยการดูแลรักษารถจักรยานยนต์
• หากเกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างต้องแจ้งผู้ว่าจ้างทันที และรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งต่อรถและบุคคลที่สาม
ค่าตอบแทน
- ผู้ว่าจ้างจะจ่ายค่าตอบแทนการรับจ้าง ให้ผู้รับจ้างเป็นจำนวน 15 บาทต่อบิล/เที่ยว/ตามระยะทาง
- การจ่ายค่าตอบแทนจะชำระภายในวันที่ ของทุกเดือน หลังจากหักค่าใช้จ่าย ค่าเสียหาย ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ที่ผู้รับจ้างต้องรับผิด
- ค่าตอบแทน อื่นๆ ให้เป็นไปตาม มาตรฐานการให้บริการสำหรับผู้รับจ้างขนส่งสินค้า (Rider Service Standard Guideline) ที่ผู้ว่าจ้างได้จัดทำขึ้น และ ผู้รับจ้างเข้าเกณฑ์ได้รับ
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- ค่าน้ำมัน เป็นความรับผิดชอบของ ผู้รับจ้าง (หรือตามที่ตกลงระหว่างกัน)
- ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานเป็นความรับผิดชอบของ ผู้รับจ้าง
ความรับผิดชอบ
ความรับผิดชอบต่อสินค้า
- ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบในการดูแลสินค้าที่ส่งมอบให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์จนกว่าจะส่งมอบให้ผู้ปลายทาง
- หากเกิดความเสียหายต่อสินค้าอันเกิดจากความประมาทหรือการกระทำผิดของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด
ความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม
- หากผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่สามระหว่างการปฏิบัติงาน เช่น การชนรถคันอื่นหรือการทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด
- ผู้รับจ้างต้องแจ้งผู้ว่าจ้างทันทีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด
การแจ้งเหตุและแก้ไขปัญหา
ผู้รับจ้างต้องแจ้งผู้ว่าจ้างทันทีหากเกิดเหตุขัดข้องหรือความเสียหายใด ๆ ระหว่างการปฏิบัติงาน และ ผู้รับจ้างต้องร่วมมือกับผู้ว่าจ้างในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
การประกันภัย
- หากรถยนต์ที่ใช้ทำงานมีกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยอย่างเคร่งครัด
การหักค่าเสียหาย
หากเกิดความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากความประมาทหรือการกระทำผิดของผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักค่าเสียหายจากค่าตอบแทนที่ยังไม่ได้จ่าย และ/หรือจากเงินประกันที่เรียกเก็บ หรือ เรียกร้องให้ผู้รับจ้างชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ตามจริง
การยกเลิกสัญญา
- ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกสัญญาได้โดยแจ้งล่วงหน้า 14 วัน
- กรณียกเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยเกิดความเสียหายกับอีกฝ่าย ฝ่ายนั้นต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
- กรณีผู้รับจ้างผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้ว่าจ้างสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที
สถานะ/ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา/ความอิสระในการทำงาน
- สัญญานี้จัดเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- สัญญานี้ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
- ผู้รับจ้างมีสถานะเป็นผู้รับจ้างอิสระ และไม่ถือเป็นลูกจ้างของผู้ว่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน
- ผู้รับจ้างมีอิสระในการกำหนดวิธีการทำงาน เวลาทำงาน และเส้นทางในการส่งของ โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือคำสั่งของผู้ว่าจ้าง
- ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิกำหนดเวลาทำงานหรือวิธีการทำงานของผู้รับจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญา นี้ หรือ ทำบันทึกแนบท้ายสัญญานี้
- เนื่องจากสัญญานี้เป็นการจ้างทำของ ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการใด ๆ ตามกฎหมายแรงงาน เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชยวันหยุด ค่าลาพักร้อน หรือเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
ความรับผิดชอบด้านภาษีและค่าธรรมเนียม
ผู้รับจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษีและชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของตน จากการทำงานตามสัญญานี้
เงื่อนไขอื่นๆ
- กรณีผู้รับจ้างไม่เริ่มดำเนินการ หรือ ประวิงเวลาช้าในการดำเนินการตามสัญญานี้ ซึ่งผู้ว่าจ้างเล็งเห็นว่าการทำงานตามสัญญานี้อาจจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยกเลิกสัญญาได้ทันที
- กรณีอยู่ในระหว่างการทำงานของผู้รับจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างเล็งเห็นว่า ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ว่าจ้างจะเรียก ผู้รับจ้างให้แก้ไขความบกพร่องนั้นได้ทันที หรือจะเลือกให้บุคคลภายนอกมาทำงานนั้นแทนได้ย่อมเป็นสิทธิของผู้ว่าจ้าง และ/หรือ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้
- ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ รับจ้างไม่ทันเวลาที่กำหนด ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างตามสัญญานี้ได้ และ/หรือ บอกเลิกสัญญานี้
- สาระสำคัญของการจ้างตามสัญญานี้ ถือเอาความสามารถของผู้รับจ้าง เป็นหลัก ห้ามมิให้ผู้รับจ้าง จำหน่าย จ่ายโอน สิทธิตามสัญญานี้
- การเปลี่ยนตัวผู้ว่าจ้างเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของผู้ว่าจ้าง อันสามารถดำเนินการได้ฝ่ายเดียว
- คู่สัญญาตกลงรักษาความลับทางการค้า ข้อตกลงกว่าจ้าง/และ หรือข้อตกลงใดๆที่ได้ทำขึ้นระหว่างกันทั้งหมด โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูล ต่อบุคคลอื่น บุคคลภายนอก หรือ ระหว่างผู้รับจ้างด้วยกัน โดยให้ถือเป็นสาระสำคัญของการรับจ้างตามสัญญานี้
สัญญานี้ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อื่นใดนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา
ผู้รับจ้างยืนยันว่าได้อ่านและเข้าใจข้อกำหนดในสัญญานี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าสัญญานี้เป็นสัญญาจ้างทำของ มิใช่การจ้างแรงงาน และผู้รับจ้างไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงาน
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านเข้าใจข้อความในสัญญานี้โดยละเอียดตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงแห่งตนทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
ลงนาม
ผู้ว่าจ้าง
( บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด )
ลงนาม
ผู้รับจ้าง
( ............................................................ )
พยาน
พยาน
บันทึกข้อตกลงการโอนย้าย
ผู้รับจ้างรับขนส่ง (การจ้างทำของ) ไปยังผู้ว่าจ้างรายใหม่
ระหว่าง
ผู้ว่าจ้างเดิม: บริษัท วิน เกรส ทราฟฟิค จำกัด
ซึ่งต่อไปในบันทึกฉบับนี้จะเรียกว่า “ผู้ว่าจ้างเดิม”
ผู้ว่าจ้างใหม่: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ซึ่งต่อไปในบันทึกฉบับนี้จะเรียกว่า “ผู้ว่าจ้างใหม่”
ข้อตกลง
ด้วยความสมัครใจของทุกฝ่าย คู่สัญญาทั้งสามฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในการโอนย้าย ผู้รับจ้างรับขนส่ง (ซึ่งเป็นการจ้างทำของ) จากผู้ว่าจ้างเดิมไปยังผู้ว่าจ้างใหม่ โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้:
1. วัตถุประสงค์
เพื่อโอนย้ายผู้รับจ้าง การจ้างทำของในลักษณะการรับขนส่ง จากผู้ว่าจ้างเดิมไปยังผู้ว่าจ้างใหม่ โดยผู้รับจ้างขับรถขนส่งยินยอมและรับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
2. รายละเอียดการโอนย้าย
วันที่เริ่มต้นการโอนย้าย: ให้มีผลในวันที่
ประเภทงาน: การรับจ้างขนส่งสินค้าเป็นคราวๆ
หน้าที่ความรับผิดชอบ: ขับรถขนส่งสินค้า ตามที่ผู้ว่าจ้างใหม่กำหนด
สถานที่ปฏิบัติงาน: ที่ตั้งใหม่ หรือ พื้นที่ปฏิบัติงานตามที่ผู้ว่าจ้างใหม่กำหนด
3. สิทธิและสวัสดิการ
- สิทธิต่าง ๆ ที่ผู้รับจ้างขับรถขนส่งได้รับจากผู้ว่าจ้างเดิม มิได้โอนย้ายไปพร้อมกับการโอนย้ายครั้งนี้
- สิทธิใด ๆ ที่ผู้รับจ้างขับรถขนส่งจะได้ภายใต้การว่าจ้างของผู้ว่าจ้างใหม่ จะเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้รับจ้างขับรถขนส่งและผู้ว่าจ้างใหม่เท่านั้น
- เงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่ค้างชำระจากผู้ว่าจ้างเดิม จะต้องชำระให้แก่ผู้รับจ้างขับรถขนส่งให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่โอนย้าย พร้อมทั้ง เงินประกันความเสียหาย (ถ้ามี) ย่อมโอนไปเช่นกัน
4. ความรับผิดชอบทางการเงิน
- สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ค้างชำระจากผู้ว่าจ้างเดิมจะต้องชำระให้แก่ผู้รับจ้างขับรถขนส่งให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่โอนย้าย
- นับตั้งแต่วันที่โอนย้ายเป็นต้นไป ผู้ว่าจ้างใหม่จะรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างและค่าบริการต่างๆ แทนผู้ว่าจ้างเดิม
5. การสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิม
สัญญาจ้างทำของระหว่างผู้รับจ้างขับรถขนส่ง และ ผู้ว่าจ้างเดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ทำบันทึกฉบับนี้ โดยความสมัครใจของทุกฝ่าย
6. การเริ่มสัญญาจ้างใหม่
ผู้ว่าจ้างใหม่จะทำสัญญา(จ้างทำของ) ใหม่ กับผู้รับจ้างขับรถขนส่ง โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
7. การรับทราบและยินยอม
ผู้รับจ้างขับรถขนส่งรับทราบและยินยอมต่อการโอนย้ายนี้โดยสมัครใจ และตกลงที่จะปฏิบัติงานภายใต้การว่าจ้างของผู้ว่าจ้างใหม่
8. ข้อตกลงอื่น ๆ
[-ไม่มี-]
9. วันที่มีผลบังคับใช้
บันทึกข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญานี้ เป็นต้นไป
10. การแก้ไขเปลี่ยนแปลง
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในบันทึกข้อตกลงนี้จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและได้รับความเห็นชอบจากทั้งสามฝ่าย
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านเข้าใจข้อความในสัญญานี้โดยละเอียดตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาที่แท้จริงแห่งตนทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
ลงนาม
ผู้ว่าจ้างเดิม:
บริษัท วิน เกรส ทราฟฟิค จำกัด
ผู้ว่าจ้างใหม่:
บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ผู้รับจ้างขับรถขนส่ง:
( ............................................................ )
หนังสือขอความยินยอมให้ตรวจประวัติอาชญากรรม
ขอบเขตของการใช้งาน
หนังสือขอความยินยอมให้ตรวจประวัติอาชญากรรมฉบับนี้ ให้มีผลบังคับใช้กับผู้สมัครเข้าเป็นลูกจ้างหรือขอเข้ารับการฝึกงานกับ บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด ในตำแหน่ง “ผู้รับจ้างขนส่ง” ทั้งในรูปแบบของลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราว หรือผู้รับจ้างช่วง (“ผู้สมัครงาน”)
การเก็บรวบรวม ใช้ และ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
“ประวัติอาชญากรรม” หมายถึง บัญชีหรือเอกสารเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา
วัตถุประสงค์
- ตรวจคุณสมบัติพนักงาน ผู้รับจ้างขนส่ง ว่าต้องไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกสำหรับความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หรือความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน หรือความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีและไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
- ประเมินความเหมาะสมของท่านกับลักษณะงานในตำแหน่ง ต่าง ๆ ของบริษัทฯ ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือตำแหน่งใด ๆ ที่อาจมีขึ้นในอนาคต
- เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้แก่บริษัทในเครือในการประเมินความเหมาะสมของท่านกับลักษณะงานในตำแหน่ง ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันหรือตำแหน่งใด ๆ ที่อาจมีขึ้นในอนาคต และติดต่อท่านเกี่ยวกับเรื่องการสมัครงาน
ข้าพเจ้า เข้าใจและทราบถึงความจำเป็นที่บริษัทฯต้องดำเนินการดังกล่าว และท่านมีความประสงค์
ให้บริษัทฯ เก็บรักษา ประมวลผล ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลประวัติอาชญากรรมของท่าน เพื่อการพิจารณาการเข้าทำงานกับ บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด หรือ ดำเนินการธุรกิจทั่วไปของบริษัทฯ
ลงนาม
( ............................................................ )
ผู้สมัครงาน
แบบฟอร์มการให้ความยินยอมในการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัท/องค์กร: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ที่อยู่: 6/158 หมู่ที่ 5 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ข้าพเจ้าขอให้ความยินยอมแก่ (ชื่อบริษัท/องค์กร) ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้า ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้:
1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม
- ข้อมูลส่วนตัว (เช่น ชื่อ-นามสกุล, วันเกิด, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล)
- ข้อมูลทางการศึกษาและการทำงาน (เช่น วุฒิการศึกษา, ประวัติการทำงาน, บุคคลอ้างอิง)
- ข้อมูลสุขภาพ (หากมีการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน)
- ข้อมูลอื่น ๆ ตามความจำเป็นในการพิจารณารับเข้าทำงาน
2. วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูล
- เพื่อพิจารณาคุณสมบัติในการสมัครงาน
- เพื่อตรวจสอบข้อมูลอ้างอิงหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับกระบวนการสมัครงาน
- เพื่อเก็บข้อมูลไว้สำหรับโอกาสการจ้างงานในอนาคต
- เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายและระเบียบภายในองค์กร
3. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
- ข้าพเจ้ายินยอมให้องค์กรเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าให้กับ:
- หน่วยงานภายในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือกบุคลากร
- หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจตามกฎหมาย
- บุคคลภายนอก เช่น บริษัทตรวจสอบประวัติ หรือบุคคลอ้างอิงที่ระบุไว้
4. ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล
องค์กรจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าเป็นระยะเวลา 10 (ปี) นับจากวันที่สมัครงาน หรือจนกว่าข้าพเจ้าจะร้องขอให้ลบข้อมูล
5. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
- ข้าพเจ้ามีสิทธิในการ:
- ขอเข้าถึง แก้ไข หรือขอลบข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง
- ขอถอนความยินยอมในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
- ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล หากพบว่าองค์กรใช้ข้อมูลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจเงื่อนไขของการให้ความยินยอมนี้เป็นอย่างดี และให้ความยินยอมโดยสมัครใจ
ลงชื่อ (ผู้สมัคร) วันที่
( ............................................................ )
บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และให้ความสำคัญในสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นส่วนตัวของบุคคล ดังนั้น ทางบริษัทฯจึงมีวัตถุประสงค์ประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นหลักในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และเพื่อแจ้งเกี่ยวกับ สิทธิและหน้าที่ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลที่บริษัท จะดำเนินการให้ผู้ใช้บริการ ในฐานะผู้ใช้บริการรับทราบ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ข้อ 1. ขอบเขตการใช้บังคับ
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ฉบับนี้ มีขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทฯ รวมถึงบุคคลใด ๆ ซึ่งล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ และตามกรอบที่กฎหมายกำหนด
สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ เราสามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิม โดยการเปิดเผยและการดำเนินการอื่นที่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้จัดทำขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดและวิธีการคุ้มครองและจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการของบริษัทหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจกับบริษัทฯ ซึ่งบริษัทอาจดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ รวมถึงที่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจงอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของเว็บไซต์หรือไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เจ้าของข้อมูลจึงควรติดตามนโยบายความเป็นส่วนตัวที่กำหนดไว้นี้อยู่เสมอ
ข้อ 2. คำจำกัดความ
“นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า นโยบายที่จัดทำขึ้นเพื่อแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดไว้
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
“ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” (Sensitive data) หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด
ทั้งนี้ ต่อไปในนโยบายฉบับนี้ หากไม่มีการกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงจะเรียก “ข้อมูลส่วนบุคคล” และ “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” ที่เกี่ยวกับผู้ใช้บริการข้างต้นให้รวมกันเรียกว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล”
“การประมวลผล” หมายความว่า การดำเนินการใด ๆ กับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม บันทึก จัดระบบ ทำโครงสร้าง เก็บรักษา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง กู้คืน ใช้ เปิดเผย ส่งต่อ เผยแพร่ โอน ผสมเข้าด้วยกัน ลบ ทำลาย
“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Subject) หมายความว่า บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Controller) หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
“ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Processor) หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
“เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Protection Officer) หมายความว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
“บริษัทฯ” หมายความว่า บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
“พันธมิตร” หมายความว่า คู่ค้าซึ่งเป็นพันธมิตรของสถาบัน หรือทำงานร่วมกับ บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ข้อ 3. ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราเก็บรวบรวม
3.1 ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทฯจะดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายในการเก็บ รวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล โดยบริษัทฯจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัด และเป็นไปเพียงเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและตามบทบัญญัติของกฎหมาย
3.2 บริษัทฯอาจเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลที่ได้ให้ไว้หรือมีอยู่กับบริษัทฯ หรือที่พันธมิตรได้เปิดเผยต่อบริษัทฯ หรือที่บริษัทฯได้รับหรือเข้าถึงได้จากแหล่งอื่นที่น่าเชื่อถือ เช่น ข้อมูลที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการในการดำเนินธุรกิจที่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ
3.3 ข้อมูลส่วนบุคคลที่สถาบันเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย มีรายละเอียดดังนี้
3.3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น
(ก) ข้อมูลแสดงตัวตนของเจ้าของข้อมูล (Identification Information) และข้อมูลการติดต่อกับเจ้าของข้อมูล เช่น รูปภาพ ชื่อและนามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลที่ปรากฏในสำเนาบัตรประชาชน เลขที่หนังสือเดินทาง เพศ วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ สถานภาพ ที่อยู่ อาชีพ สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรสาร อีเมลแอดเดรส (E-mail address)
(ข) ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน เช่น ตำแหน่งหรือฐานะ ตำแหน่งงาน แผนกงาน รายละเอียดเกี่ยวกับสัญญา ประวัติส่วนตัว ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ คำนำหน้าชื่อ ชื่อเดิม เพศ อายุ อาชีพ คุณสมบัติ ตำแหน่งงาน ตำแหน่งหรือฐานะ ประเภทธุรกิจ สัญชาติ ประเทศที่พำนัก วันเดือนปีเกิด สถานภาพทางการสมรส ข้อมูลบนบัตรที่ออกโดยหน่วยงานราชการ (เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขประกันสังคม หมายเลขหนังสือเดินทาง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ข้อมูลใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือเอกสารระบุตัวตนที่มีลักษณะเดียวกัน เป็นต้น) ทะเบียนบ้าน ลายมือชื่อ เสียง บันทึกเสียง รูป ภาพ รูปถ่าย บันทึกวิดีโอ คลิปวิดีโอ ข้อมูลการตรวจสอบตัวตน (KYC/e-KYC) รายละเอียดการเข้าเมือง ได้แก่ วันที่เดินทางมาถึงและเดินทางออกนอกประเทศ ข้อมูลการตรวจสอบบุคคลล้มละลาย รายรับภายในครอบครัว เงินเดือน รายรับส่วนตัว และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ที่ท่านได้มอบให้แก่เรา เป็นต้น
(ค) รายละเอียดในการติดต่อ ได้แก่ ที่อยู่ รายละเอียดในการจัดส่ง รายละเอียดในการเรียกเก็บเงิน ที่อยู่สำหรับส่งใบแจ้งหนี้ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลขโทรสาร หมายเลขโทรศัพท์ที่ทำงาน อีเมล ชื่อบัญชีไลน์ (LINE ID) ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook ID) บัญชียูทูบ (Google ID) บัญชีทวิตเตอร์ (Twitter ID) และบัญชีผู้ใช้ในเว็บไซต์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ
(ง) ข้อมูลทางการเงิน ได้แก่ ข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิตหรือข้อมูลทางธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต/เดบิต ประเภทของบัตรเครดิต วันที่ออกบัตร/วันหมดอายุ รอบบิล รายละเอียดบัญชี รายละเอียดและประวัติการชำระเงิน ข้อมูลของท่านที่เกี่ยวกับรายละเอียดความเสี่ยงสำหรับพันธมิตรทางธุรกิจ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตและความสามารถในการชำระหนี้ (credit rating and solvency) ข้อมูลตามแบบประเมินความเสี่ยง (information in accordance with the declaration of suitability) และข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ
(จ) ข้อมูลทางการตลาดและการติดต่อสื่อสาร เช่น ความต้องการของท่านในการรับข้อมูลทางการตลาดจากเรา พันธมิตรทางธุรกิจ หรือบริษัทอื่น ๆ และรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ต้องการ รายการสินค้าที่สนใจ บันทึกการแจ้งเตือนเกี่ยวกับโปรโมชั่นสินค้าหรือบริการ และข้อมูลทางการตลาดและการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ รวมถึง ข้อมูลการใช้เว็บไซต์ แพลตฟอร์ม สินค้า และบริการของลูกจ้าง บันทึกถาม-ตอบวิชาการศึกษา ประวัติการทำงาน
3.3.2 “ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data)” หมายถึง ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เช่น ข้อมูลชีวภาพ ข้อมูลลายนิ้วมือ ภาพสแกนใบหน้า (face scan / face recognition) ข้อมูลศาสนาที่ปรากฏรวมอยู่ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (หากมี) ข้อมูลประวัติอาชญากรรมรวมถึงความผิดที่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องดำเนินคดี ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลเชื้อชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทฯไม่มีนโยบายในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) จากท่าน อย่างไรก็ดี หากกรณีที่บริษัทฯมีความจำเป็นจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทฯจะขอความยินยอมจากท่านโดยชัดแจ้งก่อนการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว หรือเว้นแต่มีเหตุตามกฎหมายให้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม
3.4 ท่านตกลงว่าจะไม่ส่งข้อมูลใดๆ ที่ไม่ถูกต้องและ/หรือที่ทำให้เข้าใจผิด และท่านตกลงที่จะแจ้งให้บริษัทฯทราบถึงความไม่ถูกต้องหรือการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลดังกล่าว และบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะขอให้ส่งมอบเอกสารเพิ่มเติมอื่นใดเพื่อการยืนยันข้อมูลที่คุณได้ให้แก่บริษัทฯตามที่เห็นสมควร
3.5 ในกรณีที่ท่านได้ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สามแก่เรา (เช่น เจ้าของทรัพย์สิน ผู้รับผลประโยชน์ ผู้ติดต่อฉุกเฉิน บุคคลที่อ้างอิง และผู้อ้างอิง) เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ รายได้ของบุคคลในครอบครัว และข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลเพื่อการติดต่ออื่นเพื่อติดต่อในกรณีฉุกเฉิน กรอกใบสมัครหรือทำธุรกรรมของท่านกับเรา ท่านรับรองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรุณาแจ้งบุคคลเหล่านั้นให้ทราบถึงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ และ/หรือขอความยินยอมจากบุคคลเหล่านั้น
3.6 ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ บริษัทจะดำเนินการจัดเก็บต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล เท่านั้น และจะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าที่บริษัทฯทราบโดยชัดแจ้งว่าอายุต่ำกว่ายี่สิบปี หรือจากคนเสมือนไร้ความสามารถและคนไร้ความสามารถหากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล
กรณีที่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมนั้น หากบริษัทฯทราบว่าได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีเจตนาจากบุคคลใด ๆ ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปี คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล เราจะดำเนินการลบข้อมูลดังกล่าวทันที หรือประมวลผลเฉพาะในส่วนของข้อมูลที่เราสามารถกระทำได้บนฐานทางกฎหมายอื่น ๆ นอกเหนือจากการขอความยินยอม
3.7 กรณีข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก หากเจ้าของข้อมูลให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลภายนอกใด ๆ เช่น คู่สมรส บุตร มารดา บิดา บุคคลในครอบครัว ผู้รับผลประโยชน์ บุคคลที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน บุคคลอ้างอิง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการถือหลักทรัพย์ของเจ้าของข้อมูล เจ้าของข้อมูลรับรองว่าเจ้าของข้อมูลมีอำนาจที่จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว และมีหน้าที่ให้บุคคลดังกล่าวอนุญาตและยินยอมให้บริษัทฯใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ได้ อีกทั้งเจ้าของข้อมูลต้องรับผิดชอบในการแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบถึงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ และขอรับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวที่เกี่ยวข้อง
ข้อ 4 ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งต่อเจ้าของข้อมูล หรือตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้ โดยในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ที่จะต้องการหยุดความสัมพันธ์กับบริษัทฯ หรือไม่มีการใช้บริการหรือการทำธุรกรรมแล้ว บริษัทฯจะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดหลังจากนั้น หรือจัดเก็บตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือตามอายุความ หรือเพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทฯจะดำเนินการลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลได้ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะ
เป็นไปตามนโยบายการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล (Data Retention Policy) ของบริษัทฯ ซึ่งอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลนานกว่าที่กำหนดได้ในกรณีที่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 5. แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลที่เราเก็บรวบรวม
บริษัทฯจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลหรือได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ จากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้
5.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากท่านโดยตรง
ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราเก็บรวบรวมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงในช่องทางการให้บริการต่าง ๆ เช่น
(1) เมื่อท่านได้เข้าถึงและ/หรือใช้บริการหรือแพลตฟอร์มของเรา หรือลงทะเบียนสมัครบัญชีผู้ใช้กับเรา
(2) เมื่อท่านส่งแบบฟอร์ม รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง แบบฟอร์มการสมัครหรือแบบฟอร์มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของเรา ไม่ว่าจะแบบออนไลน์หรือแบบเอกสาร
(3) เมื่อท่านทำข้อตกลงใดๆ หรือให้เอกสารหรือข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อระหว่างท่านกับเราหรือเมื่อท่านใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา
(4) เมื่อท่านติดต่อกับเรา เช่น ผ่านทางโทรศัพท์ (ซึ่งจะได้รับการบันทึก) จดหมาย แฟกซ์ การประชุมแบบเห็นหน้ากัน แพลตฟอร์มสื่อทางสังคม และอีเมลแอดเดรส รวมถึงเมื่อท่านได้ติดต่อกับตัวแทนให้บริการลูกค้า (customer service agents)
(5) เมื่อท่านใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือติดต่อกับเราผ่านแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการใช้ผ่านคุกกี้ ซึ่งเราอาจปรับใช้เมื่อท่านใช้หรือเข้าถึงแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์
(6) เมื่อท่านได้รับอนุญาตโดยผ่านอุปกรณ์ของท่าน ให้เปิดเผยข้อมูลใดๆ แก่แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มของเรา
(7) เมื่อท่านเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มของเรากับบัญชีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Account) หรือบัญชีผู้ใช้งานอื่นของท่าน หรือใช้ฟีเจอร์สื่อสังคมออนไลน์อื่น (Social Media Features) ภายใต้นโยบายการให้บริการของผู้ให้บริการฟีเจอร์นั้นๆ
(8) เมื่อท่านดำเนินธุรกรรมผ่านบริการของเรา
(9) เมื่อท่านให้ความคิดเห็นหรือคำร้องเรียนแก่เรา
(10) ข้อมูลที่เราเก็บรวบรวมจากการที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใช้งานเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่น ๆ ตามสัญญาหรือตามพันธกิจ เช่น การติดตามพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราด้วยการใช้คุกกี้ (Cookies) หรือจากซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
(11) เมื่อท่านส่งข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้แก่เราด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นต้น
5.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น
5.2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น เช่น ข้อมูลสาธารณะ และ/หรือ บริษัทแม่และบริษัทในเครือ (เช่น การได้รับข้อมูลจากผู้ให้บริการที่เราว่าจ้างให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแทน) พันธมิตรทางธุรกิจของเรา หน่วยงานที่เราให้บริการ (รวมทั้ง เว็บไซต์ ตลอดจนชื่อผู้ใช้ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของหน่วยงานดังกล่าว) แหล่งข้อมูลทางทำการ หน่วยงาน ของรัฐที่มีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับบุคคล หน่วยงานภาครัฐ (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กรมบังคับคดี กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมที่ดิน ศาล) และจากบุคคลภายนอกอื่นใด (เช่น ผู้ที่แนะนำลูกค้า ผู้แทนของท่าน ผู้ค้า หรือบุคคลอื่นใดซึ่งได้รับมอบอำนาจจากท่าน)
ข้อ 6. ความถูกต้องของข้อมูล
เรามีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และพันธกิจของเรา ระหว่างท่านกับเรา โดยข้อมูลที่ทำการจัดเก็บนั้น เราได้คำนึงถึงความถูกต้อง ครบถ้วน และความเป็นปัจจุบันของข้อมูล
ข้อ 7. วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล
เราอาจเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
7.1. เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญา เช่น ติดต่อคุณเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการของเรา หรือเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญากับเรา เช่น การแจ้งพัสดุ การประสานงานเรื่องข้อร้องเรียน การแจ้งข่าวสารต่าง ๆ การแสดงตัวตนของคุณให้ผู้ใช้งานอื่นทราบเมื่อคุณใช้บริการช่องทางการสื่อสารระหว่างคุณกับผู้ใช้งานอื่น ๆ การจัดการบัญชีผู้ใช้ (Account) ของคุณ และการดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้แพลตฟอร์ม
7.2. เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเราหรือของบุคคลอื่น
7.3 เพื่อให้เราสามารถจัดการ พัฒนา และดำเนินการใด ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งรวมถึง การบริหารจัดการและการพัฒนาเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน การตรวจสอบและป้องกันการฉ้อโกง หรืออาชญากรรมอื่น ๆ การจัดการความสัมพันธ์สมาชิกและผู้ที่อาจเป็นสมาชิก การบำรุงรักษาและการใช้ระบบไอที
7.4 เพื่อประโยชน์ทางด้านความปลอดภัย เช่น จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของคุณด้วย เช่น การเข้าสถานที่ของเรา การเข้าสู่ระบบ (Log in) เข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
7.5 เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและประโยชน์ในการวิจัยทางการตลาด เช่น ทำแบบสอบถาม เข้าสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
7.6 เพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย
7.7. เพื่อป้องกันและระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของคุณหรือบุคคลอื่น เช่น การติดต่อในกรณีฉุกเฉิน การควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ
7.8. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎระเบียบ และคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
7.9. เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของเรา หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้รับมอบให้
กรณีที่คุณให้ความยินยอม เพื่อให้เราดำเนินกิจกรรมนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นได้ โดยจะแจ้งให้ทราบและขอความยินยอมจากคุณเป็นคราว ๆ ไป
ข้อ 8. การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ โดยจะกระทำโดยมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส และเป็นธรรม ภายใต้ฐานการประมวลผล ดังต่อไปนี้
8.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ให้กระทำได้ภายใต้วัตถุประสงค์ และเพียงเท่าที่จำเป็นตามกรอบวัตถุประสงค์ หรือ เพื่อประโยชน์ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม โดยต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม
(2) ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวม
(3) กรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือสัญญา หรือเพื่อเข้าทำสัญญา โดยต้องแจ้งถึงผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ
(4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจถูกเปิดเผย
(5) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
8.2 การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
เราจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อท่าน การดำเนินธุรกิจของเรา โดยจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเพื่อปรับปรุงบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งให้ท่านทราบตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ เพื่อพัฒนามาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ในการบริหารความเสี่ยง ตรวจจับ ป้องกันกิจกรรมที่มีแนวโน้มละเมิดกฎหมาย ระเบียบการใช้งานที่เกี่ยวข้องหรือข้อตกลง เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์หรือแอพพลิเคชันของเรา รวมถึงติดต่อท่านผ่านทางโทรศัพท์ ข้อความ (SMS) อีเมลแอดเดรส หรือไปรษณีย์ หรือผ่านช่องทางใด ๆ เพื่อสอบถาม หรือแจ้งให้ท่านทราบ หรือตรวจสอบและยืนยันข้อมูล หรือสำรวจความคิดเห็น หรือแจ้งข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และการให้บริการของเราตามที่จำเป็น
8.3 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
8.3.1 เราอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลที่สาม เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในด้านต่าง ๆ แก่ท่าน หรืออำนวยความสะดวกอื่นใดแก่ท่านได้อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง เพื่อให้ท่านสามารถทำธุรกรรมที่ท่านประสงค์ได้สำเร็จลุล่วง และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม
(1) เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับวางแผนหรือการจัดทำสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐ
(2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพของบุคคล
(3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะโดยชอบด้วยกฎหมาย
(4) เพื่อประโยชน์แก่การสืบสวนสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย หรือในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
(5) เป็นการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามคำสั่งศาล
8.3.2 เราอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลที่สาม ไม่ว่าจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา ภายใต้ขอบเขตที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ ซึ่งอาจรวมถึง
(1) บริษัทในเครือ คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทย่อย และ/หรือ ผู้ให้บริการภายนอก เพื่อให้บริการในการนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการอื่น ๆ ของเราแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการพัฒนา ปรับปรุง ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของเรา เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล การดำเนินการด้านบัตรเครดิต การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาแพลตฟอร์มบริการลูกค้า การส่งอีเมล/SMS การพัฒนาเว็บไซต์ การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ และการรับประกันภัยต่อ การสำรวจความคิดเห็นและการทำวิจัย การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยจะมีการทำสัญญาดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นความลับ กรณีนิติบุคคลจะต้องมีมาตรฐานด้านความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
(2) หน่วยงานรัฐบาล รัฐบาล หรือองค์กรอื่นตามกฎหมาย เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่ง คำร้องขอ เพื่อการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯจะกำหนดให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลมีมาตรการปกป้องข้อมูลของท่านอย่างเหมาะสมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจโดยมิชอบ
ข้อ 9. ข้อจำกัดในการใช้และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
9.1 เราจะ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ ตามความยินยอมของท่านโดยจะต้องเป็นการใช้ตามวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม จัดเก็บ ข้อมูลของเราเท่านั้น เราจะกำกับดูแลพนักงาน เจ้าหน้าที่หรือผู้ปฏิบัติงานของเรามิให้ใช้และ/หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลหรือเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่
9.1.1 เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา เป็นต้น
9.1.2 เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
9.1.3 เพื่อประโยชน์ของท่าน และการขอความยินยอมไม่อาจกระทำได้ในเวลานั้น
9.1.4 เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเรา หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เรา
9.1.5 เป็นการจำเป็นเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
9.1.6 เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น
9.1.7 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการศึกษา วิจัย การจัดทำสถิติ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
9.2 เราอาจใช้บริการสารสนเทศของผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพื่อให้ดำเนินการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งผู้ให้บริการนั้นจะต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย โดยห้ามดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนอกเหนือจากที่เรากำหนด
ข้อ 10. มาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯได้นำมาตรการรักษาความปลอดภัยทางเทคนิคและการบริหารที่เหมาะสมมาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลจากการสูญหาย การเข้าถึงและการใช้หรือการเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้งานในทางที่ผิด การดัดแปลงเปลี่ยนแปลง และการทำลายโดยใช้เทคโนโลยีและขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสและการจำกัดการเข้าถึง เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและบุคคลเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทฯได้จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ที่ไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น และจะดำเนินการจัดให้มีการทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
ทั้งนี้ บริษัทฯจะปฏิเสธความรับผิดในกรณีความเสียหายใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นอันเกิดจากการใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อบุคคลที่สาม รวมถึงการละเลย หรือพฤติเกตยการออกจากระบบ (Log out) ที่เจ้าของข้อมูลได้ใช้งานโดยการกระทำของเจ้าของข้อมูลหรือบุคคลอื่นซึ่งได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล
ข้อ 11. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ฉบับนี้ มีรายละเอียดดังนี้
11.1 ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลประสงค์จะทราบหรือขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทฯ หรือขอให้บริษัทฯดำเนินการเปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม เจ้าของข้อมูลสามารถมีคำร้องขอตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สถาบันกำหนด
11.2 หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ท่านใดเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่สมบูรณ์ หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้บริษัทฯดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นปัจจุบันสมบูรณ์และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด โดยทำคำร้องขอต่อบริษัทฯตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บริษัทฯกำหนด และหากบริษัทฯไม่ดำเนินการตามคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทฯจะดำเนินการจัดทำบันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูล พร้อมด้วยเหตุผลไว้เป็นหลักฐานเพื่อให้เจ้าของข้อมูลสามารถตรวจสอบเหตุผลในการปฏิเสธดังกล่าวได้
11.3 เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเพิกถอนความยินยอมที่ให้บริษัทฯเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่การเพิกถอนความยินยอมจะมีข้อจำกัดโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูล เช่น เจ้าของข้อมูลยังคงมีสัญญาจ้างกับบริษัทฯ หรือเจ้าของข้อมูลยังคงมีภาระหนี้หรือภาระผูกพันตามกฎหมายอยู่กับบริษัทฯ เป็นต้น ทั้งนี้ การเพิกถอนความ
ยินยอมดังกล่าวนั้น อาจส่งผลกระทบทำให้เจ้าของข้อมูลไม่สามารถรับบริการหรือทำธุรกรรมกับบริษัทฯได้ หรืออาจทำให้บริการที่จะได้รับจากบริษัทฯไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
11.4 ในกรณีที่บริษัทฯได้ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่าน หรือ ใช้งานโดยทั่วไปได้ด้วยเครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติและสามารถใช้หรือเปิดเผยได้ด้วยวิธีการอัตโนมัตินั้น เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนจากบริษัทฯได้ อีกทั้ง มีสิทธิขอให้บริษัทฯส่งหรือโอนข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ หรือ ขอรับข้อมูลที่ บริษัทฯ ได้ส่งหรือโอนข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่สภาพทางเทคนิคไม่สามารถทำได้
11.5 เจ้าของข้อมูลมีสิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเมื่อใดก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) กรณีที่เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ด้วยเหตุจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของสถาบัน หรือ เหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทฯ เว้นแต่
(ก) บริษัทฯแสดงให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือ
(ข) เป็นไปเพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตาม หรือ การใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือ การยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
(2) กรณีที่เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง
(3) กรณีที่เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ เว้นแต่การจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของสถาบัน
11.6 กรณีดังต่อไปนี้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้บริษัทฯลบ หรือ ทำลาย หรือ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลได้
(1) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย
(2) เมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และสถาบันไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไป
(3) เมื่อเจ้าของข้อมูลคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 6.5 (1) และสถาบันไม่อาจปฏิเสธคำขอคัดค้าน หรือเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาดแบบตรง
(4) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
11.7 ในกรณีดังต่อไปนี้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้บริษัทฯระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ ดังนี้
(1) เมื่อบริษัทฯอยู่ในระหว่างการตรวจสอบตามที่เจ้าของข้อมูลร้องขอให้ดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ หรือไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
(2) เมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องลบหรือทำลาย เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าของข้อมูลขอให้ระงับการใช้แทน
(3) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล แต่เจ้าของข้อมูลมีความจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้งสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือ การยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
(4) เมื่อบริษัทฯอยู่ในระหว่างการพิสูจน์ให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูล
11.8 เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่บริษัทฯหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของบริษัทฯ หรือ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือประกาศที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวได้ที่
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ชั้น 7 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ
แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
ข้อ 12. การบังคับใช้และการเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้มีผลบังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่บริษัทฯเป็นผู้เก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย และเจ้าของข้อมูลตกลงให้บริษัทฯมีสิทธิในการเก็บรวบรวม และนำข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลที่สถาบันได้เก็บรวบรวมไว้แล้ว (หากมี) ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลที่สถาบันเก็บรวบรวมในปัจจุบัน และที่จะได้เก็บรวบรวมในอนาคต ไปใช้ หรือเปิดเผยแก่บุคคลอื่นภายในขอบเขตตามที่ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ โดยบริษัทฯจะทำการพิจารณาทบทวนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประจำเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ และกฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เราจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ๆ พร้อมกับนโยบายฉบับปรับปรุง ผ่านช่องทางที่เหมาะสม ทั้งนี้ เราขอแนะนำให้ท่านตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ฉบับนี้เป็นระยะ ๆ
หากเกิดกรณีที่นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับก่อนและฉบับที่แก้ไขข้อความแตกต่างกัน ในส่วนที่แตกต่างกันให้ถือตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับที่มีการแก้ไขเป็นหลัก
ข้อ 13. ช่องทางการติดต่อ
ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือการปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ ยินดีตอบข้อสงสัย และรับฟังข้อเสนอแนะของท่าน โดยท่านสามารถติดต่อกับบริษัทได้ตามสถานที่ติดต่อ ดังนี้ หากท่านเห็นว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ท่านมีสิทธิที่จะร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
รายละเอียดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)
ชื่อ: นาย/นาง/นางสาว............................................................
สถานที่ติดต่อ: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด (สำนักงานตั้งอยู่ทิ่ 6/158 หมู่ที่ 5 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี)
ช่องทางการติดต่อ: [โทรศัพท์] ............................................................ [email] ............................................................
รายละเอียดของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อ: .................................................................................................
สถานที่ติดต่อ: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
ช่องทางการติดต่อ: [โทรศัพท์] ............................................................ [email] ............................................................
ข้อ 14. บทลงโทษ
พนักงาน ผู้บริหาร และ/หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามหน้าที่ของตน หากละเลย หรือละเว้นไม่สั่งการ หรือไม่ดำเนินการ หรือสั่งการ หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในหน้าที่ของตน อันเป็นการฝ่าฝืนนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล จนเป็นเหตุให้เกิดความผิดตามกฎหมาย และ/หรือความเสียหายขึ้น พนักงาน ผู้บริหาร และ/หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้นั้นต้องรับโทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท หรือมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำนั้นทางกฎหมายตามความผิดที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากความผิดดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท และหรือบุคคลอื่นใด บริษัทอาจพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข้อ 15. กฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาล
นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้อยู่ภายใต้การบังคับและตีความตามกฎหมายไทย และท่านรับทราบและตกลงให้นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ อยู่ภายใต้การบังคับและตีความตามกฎหมายไทย ให้ศาลไทยเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาข้อพิพาทใดที่อาจเกิดขึ้น
ประกาศใช้ ณ วันที่ 1 กันยายน 2569
...บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด....
ข้าพเจ้าได้อ่าน รับทราบ และเข้าใจดีแล้วจึงได้ลงนามไว้เป็นหลักฐาน
ลงชื่อ ผู้รับจ้าง
วันที่
( ............................................................ )
ประกาศ
มาตรฐานการให้บริการสำหรับผู้รับจ้างขนส่งสินค้า
(Rider Service Standard Guideline)
ของ บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
1. หลักการและวัตถุประสงค์
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อกำหนด “มาตรฐานการให้บริการ” สำหรับผู้รับจ้างขนส่งสินค้า (Rider / Service Provider) ที่เข้าร่วมรับงานผ่านระบบ เพื่อให้การให้บริการแก่ลูกค้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางด้านคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเท่านั้น มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในลักษณะนายจ้าง-ลูกจ้าง และไม่ให้ถือเป็นการกำหนดเวลาทำงาน การควบคุมการปฏิบัติงาน หรือการบังคับบัญชาในลักษณะการจ้างแรงงาน
ผู้รับจ้างยังคงมีอิสระในการ เลือกรับงาน กำหนดวันและเวลารับงาน บริหารจัดการการปฏิบัติงานของตนเอง ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาจ้างทำของ / สัญญาให้บริการที่ทำไว้กับบริษัท
2. สถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมาย
ผู้รับจ้างรับทราบและตกลงว่า ผู้รับจ้างมีสถานะเป็น “ผู้ให้บริการอิสระ” (Independent Service Provider) มิใช่ลูกจ้าง พนักงาน ตัวแทน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาของบริษัท
บริษัทไม่มีอำนาจควบคุมวิธีการดำเนินงานโดยละเอียดของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างสามารถกำหนดวิธีบริหารจัดการ การให้บริการของตนเองได้ ผู้รับจ้างสามารถรับงานได้โดยอิสระ
3. มาตรฐานการให้บริการ
3.1 มาตรฐานด้านสุขภาพและการให้บริการ
ผู้รับจ้างควรปฏิบัติต่อลูกค้า ร้านค้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยความสุภาพ เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของระบบบริการ
ผู้รับจ้างควรใช้วาจาสุภาพ หลีกเลี่ยงการโต้เถียง ไม่แสดงพฤติกรรมรุนแรง ไม่กระทำการอันผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม
3.2 มาตรฐานด้านความปลอดภัย
เพื่อความปลอดภัยของผู้รับจ้างและบุคคลทั่วไป ผู้รับจ้างควรปฏิบัติตามกฎหมายจราจร มีใบอนุญาตขับขี่ถูกต้อง ตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ใช้อุปกรณ์นิรภัยตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย
ทั้งนี้ ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้งานรถยนต์ / รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ของตนเอง
4. แนวทางการรับงานผ่านระบบ
4.1 ผู้รับจ้างมีอิสระในการ เลือกรับงาน กำหนดช่วงเวลาที่พร้อมรับงาน ตามความสมัครใจของผู้รับจ้างเอง บริษัทมิได้กำหนดเวลาปฏิบัติงานขั้นต่ำ หรือจำนวนงานขั้นต่ำแต่อย่างใด ซึ่งการได้รับค่าตอบแทนการจ้างย่อมเป็นไปตามจำนวนเที่ยววิ่งของผู้รับจ้าง ซึ่งผู้รับจ้างทราบดีอยู่แล้ว
4.2 การบริหารเวลาของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างเป็นผู้กำหนด เวลาทำงาน ระยะเวลาการเปิดรับงาน ด้วยตนเองทั้งหมด บริษัทไม่มีการกำหนดเวลาเข้างาน ออกงาน หรือควบคุมเวลาปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง การเสนอแนะช่วงเวลาที่มีคำสั่งซื้อหนาแน่น และเป็นประโยชน์กับผู้รับจ้างมากขึ้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะจากผู้จ้าง
5. มาตรฐานด้านคุณภาพการให้บริการ : เพื่อประโยชน์ในการรักษาคุณภาพบริการของระบบ ผู้รับจ้าง ควรดำเนินการดังต่อไปนี้
- ส่งมอบสินค้าให้ถูกต้อง
- รักษาสินค้าให้อยู่ในสภาพเหมาะสม
- ติดต่อประสานงานกับลูกค้าอย่างเหมาะสม
- แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านระบบ
- ปฏิบัติตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยของระบบ
ทั้งนี้ เป็นเพียงมาตรฐานคุณภาพบริการ มิใช่ข้อบังคับการทำงานในลักษณะลูกจ้าง
6. การใช้ระบบ Application: ผู้รับจ้างสามารถใช้ระบบ Application ของบริษัท หรือ ที่บริษัทจัดให้ หรือคู่ค้า เพื่อ
- ดูงาน
- เลือกรับงาน
- ติดต่อประสานงาน
- ตรวจสอบค่าตอบแทน
โดยผู้รับจ้างเป็นผู้บริหารจัดการบัญชีการใช้งานของตนเอง ผู้รับจ้างต้องรักษารหัสผ่านและข้อมูลการใช้งานของตนเองเป็นความลับ
7. การระงับการใช้งานระบบ: บริษัทอาจพิจารณาระงับสิทธิการใช้ระบบชั่วคราวหรือถาวร ในกรณีที่พบว่า
- มีการกระทำผิดกฎหมาย
- มีพฤติกรรมทุจริต
- กระทบต่อความปลอดภัยของลูกค้า
- สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบ
- ใช้งานระบบโดยไม่สุจริต
ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเป็นการบริหารสิทธิในการใช้ระบบแพลตฟอร์ม มิใช่มาตรการทางวินัยในลักษณะนายจ้าง-ลูกจ้าง
8. ค่าตอบพิเศษจากผลสำเร็จของงาน (Success Fee):
ผู้รับจ้างจะได้รับค่าตอบแทนตามลักษณะงานที่รับดำเนินการจริง ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บริษัทประกาศผ่านระบบ ทั้งนี้ มิใช่เงินเดือน มิใช่ค่าจ้างประจำ และ อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษจากผลสำเร็จของงาน (Success Fee) ตาม ข้อ 8.นี้ เมื่อปฏิบัติงานครบเงื่อนไข อาทิเช่น
ก.ค่าตอบแทนพิเศษ กรณี ผู้รับจ้างสามารถรับจ้างรับขนส่งสินค้า ที่ผู้รับจ้างเก็บรอบ/การวิ่ง แล้วได้จำนวนรอบเมื่อคำนวณเป็นเงินค่าเที่ยวรวมกันแล้ว ไม่ถึง ...xxx... บาท/วัน ผู้รับจ้างจะได้รับค่าตอบแทนในส่วนที่ขาด เพิ่มเติมเป็น ...xxx... บาท
ข.ค่าตอบแทนพิเศษ กรณี ผู้รับจ้างสามารถเข้า รับจ้างรับขนส่งสินค้า ได้ติดต่อกัน ...xxx... วันต่อสัปดาห์โดยไม่หยุดหรือขาดวันใดวันหนึ่งในสัปดาห์ ผู้รับจ้างจะได้รับค่าตอบแทนใน เพิ่มเติมเป็น ...xxx... บาท ต่อรอบการวิ่งรับจ้าง ...xxx... วัน
ค.ค่าตอบแทนพิเศษ กรณีอื่นๆ ตามเงื่อนไขที่บริษัทจะประกาศ ให้ทราบและตกลงก่อนรับงาน
ทั้งนี้ สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนพิเศษใดๆ จะเป็นการตกลงรับรู้รับจ้างล่วงหน้าเป็นการเฉพาะราย และตามเงื่อนไขของบริษัทฯเท่านั้น
9. ความเป็นอิสระของผู้รับจ้าง
ผู้รับจ้างสามารถกำหนดรูปแบบการทำงานของตนเอง โดยอิสระ ตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อการให้บริการในงานที่ผู้รับจ้างเลือกดำเนินการผ่านระบบของบริษัท
10. การแก้ไขปรับปรุงแนวปฏิบัติ
บริษัทอาจปรับปรุงแนวทางหรือมาตรฐานการให้บริการตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพบริการ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของระบบ โดยบริษัทจะแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด
11. การรับทราบแนวปฏิบัติ
ผู้รับจ้างรับทราบว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเพียงแนวทางมาตรฐานการให้บริการ เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของระบบ มิใช่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงาน และไม่ก่อให้เกิดสถานะความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างระหว่างบริษัทกับผู้รับจ้าง
( ............................................................ )
ลงชื่อ ............................................................ (บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด)
บันทึกข้อตกลงการรับจ้างและยินยอมให้หักรายได้
ทำที่: บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด
วันที่:
บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ขึ้นระหว่าง บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่งกับ
ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้รับจ้าง” หรือ “ไรเดอร์” อีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลง โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้
ข้อ 1. รูปแบบการทำงาน
ผู้รับจ้างตกลงปฏิบัติงานให้แก่ผู้ว่าจ้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เลือกข้อใดข้อหนึ่ง)
ข้อ 2. อัตราค่าตอบแทน
2.1 ผู้รับจ้างจะได้รับค่าตอบแทนในการวิ่งรับส่งสินค้าในอัตรา เที่ยว/บิลละ 15 บาท ซึ่งจะถูกหักตามที่กฎหมายกำหนด (หากผู้รับจ้างนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี อาจขอคืนได้สิ้นปี)
2.2 กำหนดการจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นไปตามระเบียบ หรือสัญญาการว่าจ้างของผู้ว่าจ้าง
2.3 ค่าตอบแทนความสำเร็จของงาน ให้เป็นไปตาม มาตรฐานการให้บริการสำหรับผู้รับจ้างขนส่งสินค้า (Rider Service Standard Guideline) ที่ผู้ว่าจ้างได้จัดทำขึ้น
ข้อ 3. การหักเงินค่าอุปกรณ์
3.1 ผู้ว่าจ้าง จะจัดหาอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้รับจ้าง ยืมเพื่อใช้งาน ตามรายการและมูลค่าที่กำหนด
3.2 ผู้รับจ้าง ตกลงชำระ เงินประกัน ค่าอุปกรณ์จำนวน 2,500 บาท ให้แก่ผู้ว่าจ้างก่อนเริ่มปฏิบัติงานโดยเงิน
ผู้รับจ้างยินยอม ผ่อนชำระค่าประกันตาม ข้อ 3.2 นี้ เป็นจำนวน .......... งวด งวดละ .......... บาท โดยยินยอมให้หักจากค่าตอบแทนการวิ่งงานที่ต้องได้รับหลังจากการวิ่งงาน หรือเงินอื่นใดที่ผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับจากผู้ว่าจ้าง ในแต่ละรอบการจ่าย
ข้อ 4. เงื่อนไขการคืนเงินประกันอุปกรณ์
ผู้ว่าจ้างจะดำเนินการคืนเงินประกันอุปกรณ์ตามข้อ 3.2 ให้แก่ผู้รับจ้างเต็มจำนวน เมื่อเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อ ดังนี้:
(1) ผู้รับจ้างต้องมีอายุการทำงานตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป และต้องแจ้งไม่รับงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14 วัน
(2) ผู้รับจ้างต้องส่งมอบอุปกรณ์ทุกรายการคืนให้แก่ผู้ว่าจ้างในสภาพที่เรียบร้อยและพร้อมใช้งาน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อนี้ ผู้ว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินประกันในทุกกรณี
ข้อ 5. ค่าประกันความเสียหายและการหักรายได้
5.1 ผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน หรืออุปกรณ์ที่ยืมไปใช้ในการรับจ้าง รวมถึงค่าเสียหายตามส่วนจริงในกรณีที่เกิดเสียหายแก่ เสื้อ, กระเป๋าใบเล็ก, กระเป๋าใบใหญ่ และเครื่อง COD
5.2 เงื่อนไขการหักค่าจ่ายตามบันทึกข้อตกลงนี้ ผู้ว่าจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะประกาศให้ผู้รับจ้างทราบล่วงหน้า
ทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจข้อความโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์
จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
( ............................................................ )
ลงชื่อ ............................................................ ผู้ว่าจ้าง ( บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด )
🔐 เข้าสู่ระบบแอดมิน
บริษัท ซีนิธ รูทส์ จำกัด